The 4 shots from Syndromes & a Century that banned by Thai censorship
posted on 13 Apr 2007 22:38 by filmme" ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่ง ผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขา พวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผม ตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยความตั้งใจและความพยายามอย่างสูงสุด ถ้าลูกๆ ของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด เพราะมันยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากระบบแห่งความกลัวหรือความละโมบ มิฉะนั้นแล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป
อภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล

4 ตอนที่ถูกแบนจากกองเซ็นเซอร์ไทย
1.The monk should not play guitar / พระเล่นกีตาร์

2.The doctor should not drink liquer / หมอดื่มเหล้า

3.The doctor hard on scene / หมอจูบแฟนจนเห็นความผิดปรกติของเป้ากางเกง

4.The monk should not play something like this / พระเล่นเครื่องร่อน


......................................
ประกาศเพิ่มเติม
เป้าหมายในการเรียกร้องขั้นต่อไป
หลังจากได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมก้ันมาระยะหนึ่ง ตอนนี้ทั้งคุณอภิชาติพงศ์, ทีมงาน และพันธมิตรหลายๆ ท่านได้เห็นพ้องกันว่า เราจะไม่จำกัดขอบเขตการเรียกร้องและต่อสู้ครั้งนี้ไว้แค่ประเด็นของหนังเรื่อง "แสงศตวรรษ" เท่านั้น แต่ เป้าหมายที่แท้จริงของเรา คือการเรียกร้องให้สังคมร่วมกันตั้งคำถามและตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมของระบบการเซ็นเซอร์หนังของไทยในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดประโยชน์และผลในระยะยาวอย่างแท้จริง
ขณะนี้ ทางทีมงานกำลังเรียนรู้กรณีศึกษาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ท่านใดมีข้อเสนอแนะ, มีข้อมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์ หรือรู้จักบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องระบบกฎหมายเหล่านี้ โปรดช่วยกันระดมความคิดได้เลยนะคะ เราทุกคนจะรวมกำลังกันเพื่อผลักดันให้การต่อสู้นี้ดำเนินไปอย่างเป็นระบบ เป็นกระบวนการ และเกิดผลในทางรูปธรรมให้ได้มากที่สุด
หมายเหตุ : ขอเชิญร่วมลงชื่อ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรฐานระบบการเซ็นเซอร์ไทย โดยมีภาพยนตร์เรื่อง แสงศตวรรษ เป็นกรณีศึกษา ได้ที่เว็บ
http://thaifilm.com/forumDetail.asp?topicID=3130
--------------------------------------------------------------
จดหมายฉบับที่ 2
แสงศตวรรษ ถูก 'ยึด' ฟิล์ม
ความคืบหน้าเพิ่มเติม กรณีฟิล์มภาพยนตร์เรื่อง "แสงศตวรรษ"
หลังจากทีมงานภาพยนตร์เรื่อง "แสงศตวรรษ" ได้ตัดสินใจยุติการเข้าฉายในประเทศไทยไปแล้ว เพื่อแสดงจุดยืนไม่ยินดีที่จะทำการตัดฉาก 4 ฉากในหนังออกตามมติของคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์นั้น (อนึ่ง เดิม หนังเรื่องนี้เข้ารับการพิจารณาครั้งแรกในวันที่ 2 เมษายน 2550 ซึ่งกรรมการตัดสินให้ตัด 3 ฉาก ต่อมาในวันที่ 10 เมษายน ได้มีตัวแทนจากแพทยสภาเข้าร่วมพิจารณาเพิ่มเติม และผลปรากฏว่าสรุปให้ตัดเพิ่มอีก 1 ฉาก จึงรวมเป็น 4 ฉาก)
ในวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา ทีมงานจึงได้เข้าติดต่อเพื่อขอรับฟิล์มภาพยนตร์คืน "ในสภาพเดิม" โดยพร้อมกันนั้นได้ทำจดหมายเป็นลายลักษณ์อักษรแจ้งแก่คณะกรรมการตรวจพิจารณาว่า จะยุติการยื่นขอฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ และยืนยันว่าจะไม่มีการยื่นอุทธรณ์อีกเนื่องจากไม่ต้องการฉายในระบบอีกต่อไป
แต่การณ์ปรากฏว่า คณะกรรมการฯ ไม่ยินยอมคืนฟิล์มภาพยนตร์ให้แก่ทีมงานในสภาพเดิม โดยชี้แจงกลับมาว่า จะคืนให้ก็ต่อเมื่อคณะกรรมการฯ ได้นำฟิล์มไปทำการตัดฉากทั้ง 4 ฉากทิ้งออกเสียก่อน (โดยกรรมการฯ ตัดเอง มิใช่ส่งคืนให้ทีมงานเป็นผู้ตัด) ด้วยเหตุผลว่า "หากส่งฟิล์มในสภาพสมบูรณ์คืนแก่ทีมงาน ทางทีมงานอาจถือโอกาสนำกลับมาตัดเองแล้วส่งเข้าสู่กระบวนการอุทธรณ์อีกครั้ง อันจะทำให้คณะกรรมการตรวจพิจารณาฯ มีความผิดในการปฏิบัติงานทันที"
เมื่อได้รับคำฟังคำยืนกรานดังกล่าว ทีมงานได้ชี้แจงว่า เราไม่มีเจตนาจะทำการตัดหนังเรื่องนี้ไม่ว่าโดยตนเองหรือโดยผู้ใด และมิได้มีความตั้งใจใดๆ ทั้งสิ้นที่จะยื่นอุทธรณ์ในกรณีใดๆ อีก แต่คำชี้แจงดังกล่าวมิเป็นผล
คณะกรรมการฯ ท่านหนึ่งกล่าวแก่ทีมงานว่า "ไม่เคยมีใครทำแบบนี้ หนังพันล้านยังไม่มีท่าทีแบบคุณเลย" ซึ่งทางทีมงานได้ชี้แจงกลับว่า "แสงศตวรรษ" มิได้อยู่ในสถานการณ์ลักษณะเดียวกับหนังทุนสูงต่างๆ ที่ท่านอ้างถึง เพราะหนังเรื่องนี้มิได้คาดหวังรายได้หรือกำไรเป็นกอบกำใดๆ จากการเข้าฉายโรงในประเทศอยู่แล้วในเบื้องต้น จึงมิได้ถือว่าตนเองจำเป็นต้องยอมตัดแก้สิ่งใดเพียงเพื่อแลกกับการได้เข้าฉายในระบบ แต่ทีมงานภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการรักษาคุณภาพของผลงานไว้ให้ตรงกับความตั้งใจในการสร้างมันขึ้นมา จึงได้เลือกวิธีถอนตัวออกจากระบบการฉายแทน เหตุผลเป็นดังนี้ซึ่งก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม จนถึงเวลาล่าสุด การติดต่อขอนำฟิล์ม "แสงศตวรรษ" ออกจากคณะกรรมการฯ ในสภาพสมบูรณ์ดังเดิม ยังคงไม่ประสบผลสำเร็จ สถานการณ์จะคลี่คลายลงเช่นไร ทีมงานจะแจ้งให้ทุกท่านทราบในวาระต่อไป
ขอเสรีภาพส่องแสงในจิตใจทุกท่าน
ด้วยมิตรภาพ
--------------------------------------------------------------
(จดหมายฉบับแรก)
ด่วนมาก
เรียน ท่านสื่อมวลชนและท่านผู้อ่านทุกท่าน
เรื่อง งดฉายหนัง 'แสงศตวรรษ'
ตามกำหนดการเดิม วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายนนี้ จะเป็นวันแรกของการฉายภาพยนตร์เรื่อง แสงศตวรรษ โดยจะเป็นการฉายแบบจำกัดโรงเพียง 2 โรงเท่านั้น หนังเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ เจ้ย - อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับหนังแนวศิลปะที่ได้รับการจับตาในวงการหนังระดับโลก จากผลงานเรื่อง สุดเสน่หา และ สัตว์ประหลาด และยังเป็นศิลปินเจ้าของรางวัลศิลปาธร ปี 2549 สาขาภาพยนตร์ จากสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย
แสงศตวรรษ เป็นหนังเรื่องล่าสุดของ 'เจ้ย' ที่นอกจากจะได้แข่งขันในเทศกาลภาพยนตร์เมืองเวนิซ และเดินทางไปฉายตามเทศกาลสำคัญต่างๆ มากกว่า 10 เทศกาลทั่วโลกแล้ว ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา แสงศตวรรษ เพิ่งคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเอเชียโดวิลล์ ประเทศฝรั่งเศส และรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยม จาก Asian Film Awards ประเทศฮ่องกง
แต่แล้วกำหนดการฉายหนังก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ทีมงานคาดไว้ เมื่อแสงศตวรรษไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ โดยคณะกรรมการมีเงื่อนไขให้ฉายหนังเรื่องนี้ได้ก็ต่อเมื่อต้องตัดฉากสำคัญออกไป 4 ฉาก
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ผู้กำกับ เจ้ย อภิชาติพงศ์ จึงตัดสินใจ 'ไม่' ตัดทอนหนังเรื่องนี้ ดังนั้นทางทีมงานจึงมีความจำเป็นต้องแจ้งให้ท่านสื่อมวลชนทราบว่า หนังเรื่อง แสงศตวรรษ จะไม่เข้าฉายในประเทศไทย
ในขณะนี้ผู้กำกับอภิชาติพงศ์กำลังเดินทางโปรโมตภาพยนตร์ในประเทศสหรัฐอเมริกา เขาแสดงความเสียใจผ่านทางอีเมล์ว่า
"ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่ง ผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขา พวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผม ตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยความตั้งใจและความพยายามอย่างสูงสุด ถ้าลูกๆ ของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด เพราะมันยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากระบบแห่งความกลัวหรือความละโมบ มิฉะนั้นแล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป"
แปลจาก "I, a filmmaker, treat my works as my own sons or my daughters. When I conceived them, they have their own lives to live. I don't mind if people are fond of them, or despise them, as long as I created them with my best intentions and efforts. If these offspring of mine cannot live in their own country for whatever reasons, let them be free. Since there are other places that warmly welcome them as who they are, there is no reason to mutilate them from the fear of the system, or from greed. Otherwise there is no reason for one to continue making art."
สำหรับความคืบหน้า หลังจากคุณอภิชาติพงศ์กลับมาถึงเมืองไทยแล้ว จะได้มีการจัดการแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อสงสัยต่างๆ รวมทั้งเสวนาถึงการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ในประเทศไทย โดย วัน เวลา และสถานที่จัดงานจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
จึงเรียนให้ท่านสื่อมวลชนทราบและขอความกรุณาช่วยเผยแพร่ข้อมูลมา ณ ที่นี้ด้วย และหากท่านสื่อมวลชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องแสงศตวรรษ (ข้อมูลภาษาอังกฤษและไทย รวมทั้งรูปภาพ) สามารถเข้าไปดูได้ที่ในเว็บ
www.kickthemachine.com/works/Syndromes.html
ทางทีมงานขอขอบพระคุณทุกท่านที่เฝ้ารอคอยหนังเรื่อง
ขอให้เสรีภาพแห่งภาพยนตร์ฉายแสงในจิตใจของท่าน
ด้วยมิตรภาพ
......................................................
"เจ้ย" ไม่หั่น "แสงศตวรรษ" กองเซ็นเซอร์เล่นแง่ ไม่ตัดไม่คืนฟิล์ม
ไม่ฉายก็ไม่ฉาย "เจ้ย" ไม่ตัด 4 ฉาก "แสงศตวรรษ" เผยทำหนังเปรียบเสมือนลูกที่ตนเองถ่ายทอดความรักทั้งหมดลงไป หากที่นี่ไม่ต้อนรับก็ขอพาลูกไปอยู่ที่อื่น ด้าน บก.ไบโอสโคปเผยปัญหาใหม่ กองเซ็นเซอร์อ้างหากจะรับฟิล์มคืน ต้องหั่นฉากที่ไม่ผ่านออกก่อน
โชคร้ายอีกครั้งสำหรับคอหนังของบ้านเรา หลังมีรายงานว่าภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ "เจ้ย - อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล" อย่าง "แสงศตวรรษ" ที่เพิ่งจะไปคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเอเชียโดวิลล์ ประเทศฝรั่งเศส และรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยม จาก Asian Film Awards ประเทศฮ่องกงซึ่งมีกำหนดจะเข้าฉายในบ้านเราในวันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายนนี้ ได้ถูกประกาศงดฉายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้สาเหตุของการประกาศงดฉายภาพยนตร์เรื่องที่ว่ามาจากการที่ตัวหนังเองไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ โดยมีเงื่อนไขให้ฉายหนังเรื่องนี้ได้ก็ต่อเมื่อต้องตัดฉากบางฉากออกไป (4 ฉาก) ขณะที่ตัวผู้กำกับฯ เองก็ยืนยันแล้วว่าจะไม่มีการหั่นหนังเรื่องนี้เป็นอันขาด
โดยเจ้ยได้ชี้แจงถึงเหตุผลของการที่ไม่ยอมตัดฉากบางส่วนที่ไม่ผ่านการพิจารณาระหว่างเดินทางโปรโมตภาพยนตร์ในประเทศสหรัฐอเมริกาว่า ตนเองรู้สึกเสียใจที่หนังไม่มีโอกาสได้เข้าฉายในประเทศไทยแต่คงจะยิ่งเสียใจกว่านั้นหากหนังเรื่องนี้ได้เข้าฉายโดยเนื้อหาบางส่วนถูกตัดออกไป
"ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่ง ผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขา พวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผม ตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยความตั้งใจและความพยายามอย่างสูงสุด ถ้าลูกๆ ของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด"
"มันยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากระบบแห่งความกลัวหรือความละโมบ มิฉะนั้นแล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป"
สอบถามไปยัง "หมู สุภาพ หริมเทพาธิป" บก.นิตยสารไบโอสโคป หนึ่งในผู้ที่จะนำภาพยนตร์เรื่อง "แสงศตวรรษ" เข้ามาฉายในบ้านเรา เจ้าตัวเผยถึงรายละเอียดของฉากที่ไม่ผ่านเซ็นเซอร์ว่า..."จริงๆ มันมีคนเอาไปลงในเว็บบ้างแล้ว คือเวลาพูดเนี่ยเราก็จะนึกว่าภาพเป็นอย่างนั้นภาพอย่างนี้ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นฉากผ่าน แต่ก็เป็นฉากที่สามารถบอกเกี่ยวกับแนวคิดได้เหมือนกัน อย่างสมมติบอกว่าฉากหมอกินเหล้าในโรงพยาบาล เราฟัง เฮ้ย...มันไม่ถูกต้องนี่ แต่ภาพจริงๆ คือมันจะไม่แรงเท่ากับคำพูดไง"
"แล้วเรื่องเหล่านี้ถ้าหากดูหนังอย่างใช้สติปัญญาเราจะไม่รู้สึกว่าสำคัญอะไร แต่ทีนี้เนื่องจากระบบเซ็นเซอร์ในบ้านเรา สมมติว่าเราเชิญมาเป็นของหน่วยงานนี้ เขาก็จะดูที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานเขา เขาไม่ได้ดูหรอกว่าหนังทั้งเรื่องมันพูดอะไรอยู่ พอไม่เข้าใจหนังทั้งเรื่องปุ๊บ ก็จะมองว่าที่มันเป็นจุดที่เกี่ยวข้องกับเขาว่า อุ๊ย...มันไม่ควรหรอก มันควรจะตัด"
"ซึ่งอันนี้มันเป็นปัญหาของหน่วยงานเซ็นเซอร์มาแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะ แต่กับเรื่องนี้เนื่องจากว่าผู้กำกับเขามองว่าหนังของเขามันเป็นอณู เป็นหนึ่งเดียวกันฉะนั้นเขาจะไม่ไปทำอะไรกับมัน เขาจะมองเพียงแค่ว่าได้ฉายตอบสนองคนเหล่านี้ ซึ่งไม่ได้มีความเข้าใจในศิลปะแต่ว่ามาตัดสินศิลปะด้วยตัวของเขาเอง ก็เป็นจุดยืนคนละจุดกัน"
บก.นิตยสารชื่อดังบอกต่อไปด้วยว่า ถึงตอนนี้เรื่องหนังไม่ได้เข้าฉายถือว่าไม่ใช่ปัญหาสำคัญแล้ว แต่เรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือทางกองเซ็นเซอร์กลับยืนยันว่าหากทางผู้ผลิตต้องการจะนำเอาฟิล์มกลับคืนจะต้องทำการตัดฉากที่ไม่ผ่านการพิจารณาออกไปเสียก่อน..."ผู้กำกับไม่ยินดีที่จะตัด ถ้าไม่ยินดีที่จะตัดก็ไม่ได้ฉายเท่านั้นเอง แต่ที่นี้มันมีประเด็นก็คือ พอผู้กำกับเขาคิดว่าจะไม่ฉายแล้วเนี่ย เขาไปขอฟิล์มคืน กองเซ็นเซอร์ก็บอกว่าถ้างั้นต้องตัดไอ้ฉากเหล่านี้ทิ้งไปถึงจะเอาฟิล์มคืนได้"
"เราก็บอกว่า จริงๆ แล้วโดยกฎหมายเนี่ยถ้าคุณเผยแพร่ คุณถูกจับถือว่าผิดกฏหมาย เซ็นเซอร์มีหน้าที่แค่นั้น แต่เซ็นเซอร์ไม่ได้มีหน้าที่ที่จะไปทำลายทรัพย์สินของคนอื่นมันเป็นทรัพย์สินของเขา...ถ้าในกรณีนี้เนี่ยเป็นเรื่องของการทำลายทรัพย์สินแล้ว ไอ้คนที่จะตัดนะ ตัดได้แต่จะต้องโดนถูกจับแน่นอน เพราะว่าทำลายทรัพย์สินเขา เขาไม่ได้ให้สิทธิ์คุณให้ไปทำลายทรัพย์สินเขา แค่ยอมรับในการที่จะไม่เซ็นเซอร์"
เผยกรณีที่อีกฝ่ายเอากฏหมายขึ้นมาอ้างนั้น โดยส่วนตัวแล้วตนเองเห็นว่ามันคนละเรื่องกัน
"ทางตำรวจเอาข้อมูลมาให้ดู บอกว่าภาพยนตร์ที่ทำในราชอาณาจักรถ้ามีลักษณะนี้ห้ามมิให้นำส่งหรือออกนอกราชอาณาจักร แต่ว่าเนื่องจากว่าหนังเรื่องนี้มันเป็นสมบัติของต่างประเทศไง คุณจะไปห้ามเขาได้อย่างไร มันเป็นหนังที่กองทุนโมสาร์ต เขาให้มาเพื่อจะให้เราผลิตหนังเรื่องนี้ เราก็ทำหนังเรื่องนี้"
"คุณจะบอกว่าเขาส่งออก เขาไม่ได้ส่งออกอยู่แล้ว เพราะว่าเป็นหนังนอกประเทศ นี่เขานำเข้ามามันก็ถือว่าเป็นสมบัติของนายคนนี้ แล้วเขาไม่ได้นำมาเผยแพร่ ถ้าเขาไม่เผยแพร่คุณก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะตัดฉากของเขา มันเป็นสมบัติของเขา แต่ถ้าเกิดเขาเอาไปเผยแพร่คุณก็มีสิทธิ์ไปจับเขา เนื่องจากเขาทำผิด"
"ตอนนี้มันเป็นประเด็นเจ้าหน้าที่ทางรัฐที่จะทำผิดกฎหมาย เพราะว่าเขาไม่ได้ให้สิทธิ์คุณที่จะไปทำลายทรัพย์สินคนอื่น เจ้าของเขาก็ยินดีอยู่แล้วที่จะไม่เผยแพร่ภาพยนตร์เรื่องนี้ คุณมีหน้าที่ตรวจพิจารณาภาพยนตร์ที่จะเผยแพร่ ถ้าเขาเผยแพร่เมื่อไหร่คุณไปจับเขาในวันนั้นเลย เพราะว่านั่นคือการละเมิดกฎหมาย แต่ ณ วันนี้เขาไม่ได้ละเมิดกฏหมายเพราะเขาไม่ได้เผยแพร่ เขาก็เก็บไว้ในบ้านเขา ไว้ในตู้เซฟของเขา"
"กฎหมายให้อำนาจคนเหล่านี้พิจารณาภาพยนตร์เท่านั้น แต่ไม่ให้อำนาจในการที่คุณจะไปทำลายทรัพย์สินของคนอื่น คือตอนนี้เราไม่รู้หรอกเขากำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณากันอยู่..."
ถามถึงเหตุผลที่กองเซ็นเซอร์หยิบยกขึ้นมาพิจารณาในการตัดหนังเรื่องนี้ "สุภาพ" บอกว่า..."ถ้าพูดถึงแบบภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า การบ้าอำนาจของคนเหล่านี้เนี่ยเอง ใช้อำนาจเข้าไปเหมือนกับตัวเองมีอำนาจล้นฟ้า สามารถตัดสินแทนประชาชน 60 กว่าล้านคน คิดว่าไม่มีสติปัญญาเพียงพอเหมือนกับพวกเขา"
"ประมาณว่าถ้าคนอื่นได้รับเสพสิ่งเหล่านี้เข้าไปแล้วอาจทำให้ประชาชนในประเทศนี้เกิดอาการอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ก็คือฉันยอมรับในสิ่งนี้ด้วยตัวเองแล้ว ฉันมีภูมิปัญญามีความแข็งแกร่งทางจริยธรรมที่จะพิจารณาหนังเหล่านี้ คนอื่นดูไม่ได้ ฉันเท่านั้นที่ดูได้นี่คือวิธีคิดของกองเซ็นเซอร์ของบ้านเรามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว"
"พอคิดแบบนี้เลยรู้สึกว่า เออ..ถ้าฉันสามารถตัดสินแทนคน 60 กว่าล้านคนได้เนี่ย ฉันจะทำอะไรก็ได้ ซึ่งอำนาจที่ล้นฟ้าเนี่ยมันก็ทำให้คนทำผิดกฏหมายโดยไม่รู้ตัว"
เผยตัวผู้กำกับเองคงจะกลับมาแถลงข่าวอีกครั้ง โดยในขณะนี้เจ้าตัวกำลังอยู่ในระหว่างเดินสายแถลงข่าวยังต่างประเทศอยู่ ส่วนทางออกสำหรับคนที่อยากดูหนังเรื่องนี้ก็คือต้องไปที่เมืองนอก..."ก็ต้องไปดูเมืองนอก เพราะว่าเขาห้ามฉายไง ในประเทศนี้ถ้ามีฉากเหล่านี้ฉายไม่ได้ นี่คือประเด็นที่เป็นอยู่ ประเด็นที่มันเกินกว่านั้นคือที่จะไม่ให้ฟิล์มออกมาเนี่ย บอกจะเอาฟิลม์ออกมาได้ก็ต้องตัดฉากนั้นออกก่อน ซึ่งมันไม่เกี่ยวมันไม่ได้ห้ามเรื่องการครอบครอง นี่มันเป็นสมบัติของเขา"
"ตอนนี้เจ้ยกำลังแถลงข่าวในต่างประเทศอยู่ คือว่าในประเทศเราตอนนี้กำลังมีภาพพจน์ในการเผด็จการ เหมือนเราน่ะ ทำไมหนังพวกนี้มันฉายทั่วโลกได้แต่ประเทศตัวเองห้ามฉาย เหมือนที่เราเคยหัวเราะประเทศอื่นน่ะว่าหนังไม่มีอะไรเลยทำไมห้ามฉาย..."
"เจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล" ถือได้ว่าเป็นผู้กำกับหนังแนวศิลปะที่ได้รับการจับตาในวงการหนังระดับโลกเป็นอย่างมาก มีผลงานมาแล้วอย่าง สุดเสน่หา และ สัตว์ประหลาด และยังเป็นศิลปินเจ้าของรางวัลศิลปาธร ปี 2549 สาขาภาพยนตร์ จากสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย
"แสงศตวรรษ" เป็นหนังเรื่องล่าสุดที่นอกจากจะได้แข่งขันในเทศกาลภาพยนตร์เมืองเวนิซ และเดินทางไปฉายตามเทศกาลสำคัญต่างๆ มากกว่า 10 เทศกาลทั่วโลกแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แสงศตวรรษ เพิ่งคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเอเชียโดวิลล์ ประเทศฝรั่งเศส และรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยม จาก Asian Film Awards ประเทศฮ่องกงอีกด้วย
สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล "นิว คราวน์ โฮป" ที่จัดโดย Wiener Festwochen เนื่องในโอกาสครบรอบ 250 ปีโมซาร์ต (Vienna Mozart Year 2006) บอกเล่าถึงชีวิตของแพทย์หญิง ณ โรงพยาบาลต่างจังหวัดเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่ดีต่อผู้ป่วยและความรัก + ชีวิตของแพทย์ทหารหนุ่ม ณ โรงพยาบาลในเมืองที่ทันสมัย กับผู้ป่วยพิการและคู่รักของเขาที่กำลังจะจากไป
edit @ 2007/04/22 03:08:29

#1 By นายตุ้ย on 2007-04-14 05:38