เกาะเต่า โล ซีซั่น
posted on 08 Nov 2007 04:35 by filmme in odyssyการเดินทางไปเกาะเต่าครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ผมมาที่แห่งนี้ครั้งแรกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และด้วยความบังเอิญ ผมได้กลับมา ที่เกาะนี้เฉลี่ย ปีละ 1 ครั้ง
ด้วยเหตุผลและความพอเหมาะพอดี ของเวลา มากกว่า การมองว่า เป็น โลซีซํ่น หรือไฮซีซั่น และกะว่าจะไปปล่อยใจหาเรื่องมาเขียนบทหนังด้วย ข้อเสียของการไปเที่ยวเกาะตอนช่วงโล คือ จะมีฝนตกอยู่เสมอ คลื่นแรง และน้ำไม่ใส ซึ่งอารมณ์ที่ได้ก็ต่างจาก 2 ครั้งที่ผ่านมา ทั้งสองปี ซึ่งมาในขณะ ที่ อยู่ในช่วงไฮ
การเดินทางจากกรุงเทพไปเกาะเต่า ในครั้งนี้ ผมออกเดินทางไปคนเดียว เนื่องจากเพื่อนที่นัดกันไว้ เดินทางไปแล้ว 1 วันล่วงหน้า เพราะผมยังเคลียงานชีวิตนู่นนี่อะไรไม่ลงตัว พอได้โอกาศจึงตามไปในทันที
เดินทางจากกรุงเทพราวๆ 3 ทุ่ม ถึงที่เกาะเต่าประมาณ 9 โมงเช้า รถและเรือที่ผมเดินทางมาก็ยังมีฝรั่งเต็มคัน แต่พอถึงเกาะ ฝรั่งก็สลายตัวหายไปหมด เกาะโล่งมาก นัดกับเพื่อนไว้ที่ท่าเรือ ผมมองหาเพื่อน หาแล้วหาเล่า 10 โมงก็แล้ว 11 โมงก็แล้ว ยังไม่มีวี่แวว โทรไป ก็ไม่ติด จนมือถือผมแบตหมด จึงตัดสินใจไปนั่งรอเพื่อนที่ร้านเนท ไปพร้อมๆกับชาร์ทแบตมือถือ ไปในตัว จนติดต่อเพื่อนได้ประมาณ 11 โมง ครึ่ง มันบอกว่า กำลังเดินลงมาจากบ้านบนเขา ตัวเราก็เริ่มโมโห นัด 9 โมง 11โมงยังเพิ่งเดินกันลงมา ได้พบเพื่อนจริงๆก็ประมาณเที่ยงได้
ก่อนมาทราบบแค่เพียงว่า จะไปพักกันที่บ้านบนเขา ของรุ่นพี่ ที่มาอยู่ที่นี่ได้สักพักแล้ว ก่อนเดินกลับขึ้นไปพักที่บ้าน ก็แวะซื้อ เนื้อสัตว์ขึ้นไปทานกัน เริ่มเดินประมาณ บ่าย 3 จากหนทางจากท่าเรือกว่าจะถึงทางขึ้นเขาก็ว่าไกลเท่าที่คิดแล้ว โชคดีที่มีพี่ที่ท่าเรือ ทำงานแท็กซี่มาส่งฟรี เพราะคุ้นเคยกับรุ่นพี่เรา และพี่ชายของเค้าก็อาศัยอยู่ที่ด้านบนนั้นเช่นกัน ทราบจากการพูดคุยว่าพี่ชายของแกเป็นคนตาบอด
พอเริ่มเดินขึ้นจริงๆ มันไกลกว่าที่คาดไว้มาก ข้ามเขาไปทั้งหมด 3 ลูก หนทางก็สุดแสนจะ ลำบาก ทั้งจิก เท้าก็แล้ว เอามือ ค้ำก็แล้ว ลื่นก็แล้ว กระเป๋าก็หนัก ไหนจะคอมไหนจะ กล้อง มันเหนื่อย มันเมื่อย เกินขีดที่เราคาดไว้ ประมาณ 5 เท่าได้
ในระหว่างเดินไปบ่นไป มาถึงบ้านพักประมาณ 1 ทุ่ม มืดแล้ว ที่บ้านพักไม่มัไฟฟ้า ใช้ตะเกียงกับไฟฉาย พอมาถึงทุกอย่างคลี่คลาย สบายใจ มีความสุข ไม่อยากเดินกลับลงไปเลย คงเพราะด้วยหนทางที่ยากลำบาก และยาวไกล กว่าจะเดินมาถึง ทำให้เกิดความรู้สึก ภูมิใจ และ ขี้เกียจเดินลง บวกกับบรรยากาศ ของยอดเขา ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีนาฬิกา ไม่มีคลื่นโทรศัพท์สามารถติดต่อกับโลกภายนอกยุคปัจจุบันได้ เสมือว่า ย้อนเวลาไปในอดีต
บ้านหลังนี้ อยู่บนยอดเขาทางฝั่งของ Mango bay ระหว่างทางเดินขึ้นเขา อันสูงชัน และลำบาก รถเข้าไม่ถึง มีบ้านอยู่ ประมาณ 4 หลัง ทุกคนรู้จักกันหมด กิจวัตรของชาวบ้านบนนั้นคือ ปลูกต้นไม้ เก็บผักมาทำอาหาร เล่นดนตรี ตีดำมี่ และ สูบเนื้อ ทุกคนดูกันเองใจดี และใจเย็น ทุกอย่างดูสงบ ไม่ร้อนรนไม่วุ่นวาย เวลาหมุนไปแบบสบายใจ ไม่มีเรื่องเงินเรื่องทอง เรื่องเวลา มาเกี่ยวข้อง
บ้านหลังที่ผมพักเป็นบ้านหลังที่ 4 นับจากตอนเดินขึ้นมา มีคนอาศัยอยู่ 3 คน คนแรกคือพี่ ที่อยู่ที่นี่นานแล้ว ตอนหน้าไฮก็จะลงไปทำงานตรงบังกะโล เดินไปประมาณ 20 นาที เป็นบังกะโลที่คนจะมาจากทางเรือมากกว่าเดิน คนที่ 2 คือเพื่อนของรุ่นพี่ผมที่มาอยู่ที่นี่ได้ 1 ปีแล้ว ส่วนรุ่นพี่ผมมาอยู่ที่นี่ได้ ราว 2 เดือน
ผมก็นึกสงสัยว่า ฮึบแรกที่รุ่นพี่ผมตัดสินใจแล้วว่า จะทิ้งชีวิต ตัดซึ่งทุกสิ่ง มาอยู่ที่นี่ คิดอะไรอยู่ เค้าก็บอกว่า ก็มีเพื่อนมาพักอยู่ก็ชวนกันมา พอรู้แล้วว่า บรรยากาศ การใช้ชีวิต เป็นอย่างไร กรุงเทพไม่มีอะไรต้องห่วง อยู่นี่สบายใจไม่ต้องดินรน ถึงเงินทองจะหาไม่ได้ แต่ก็กินอาหารครบ 3 มื้อ จึงตัดสินใจมาเลย อยู๋มาได้สองเดือนแล้ว และคิดว่าคงจะยังอยู่อีกยาวนาน
ผมก็นึกในใจ ว่ามันมีบางอย่างคล้ายการออกบวชอยู่เหมือนกัน
น้ำใช้ที่นี่เป็นน้ำที่ได้มาจากน้ำฝน มันจะมีที่เก็บน้ำอยู่ น้ำแรงใสแจ๋ว สะอาดมาก เวลาอาบน้ำ จะมีมุมโขดหิน อาบแบบ เอาท์ดอร์ เปิดโล่ง เวลาจะ ฉี่ หรือจะ อึ ก็เช่นกัน ต้องไปหาที่ที่สะดวกเอาเอง เวลาอึ พิเศษนิดนึง ต้องถือจอบ ไปด้วย เอาไว้ขุด และเอาไว้กลบ
คืนแรกที่มาถึง มีเพื่อนบ้าน มานั่งเล่นและต้อนรับมาต้อนรับเพิ่มอีก 2 คน อาศัยอยู่บ้านหลังที่ 3 ทั้งสองคนอาศัยที่นี่มานาน หุ่นนี่ยังกะหลุดมาจากเรื่องบางระจัน 1 ในสองคนนั้น เป็นคุณ อา ตาบอด เราก็บางอ้อว่า เป็นพี่ชายของพี่ที่มาส่งเราที่ตีนเขา สิ่งที่พิเศษของแกคือ แกสามารถเดินขึ้นลงเขาได้ด้วยตัวของแกเอง ทั้งๆที่ทางมันสุดแสนจะลำบาก และ อันตราย และหูของแกดีมาก ร้องเพลงเพราะ เป่าขลุ่ยเยีย่ม
อาหารมื้อแรก พี่พี่บริการจัดการให้ ด้วย เนื้อสัตว์ที่ซื้อมาจากข้างล่าง ทีเด็ดอยู่ที่ น้ำพริก ที่เค้าเรียกว่า น้ำพริกจริงจัง เป็นน้ำพริกที่ ผสมด้วยปลาตัวเล็ก ไม่แน่ใจว่าปลาอะไร แต่เค้าเรียกว่าปลาจริงจัง ขั้นตอนวิธีการทำยุ่งยากซับซ้อน ต้องเอาพริกมาผัด ใส่กระปิ ใส่ปลา แล้วตำ อะไรสักอย่าง คาดว่าน่าจะเป็นที่มาของชื่อ เพราะมันต้องจริงจังถึงจะทำออกมาได้ ด้วยรสชาติอาหาร และ การเดินทางโคตรไกล ขึ้นมาบนยอดเขา ซึ่งมันอร่อยมาก
ท้องฟ้าตอนกลางคืนที่นี่ เต็มไปด้วย ดาว เยอะมาก เยอะแบบที่ไม่เคยคิดว่าบนท้องฟ้าจะมีดาวมากขนาดนี้ ระยิบระยับ ผสมไปกับ แสงของหิ่งห้อย พอสัก 4-5 ทุ่ม ก็เริ่มได้เวลานอนกันแล้ว
ตื่นมาราว 6 โมงเช้า อาหารมื้อนี้ พวกผมกับเพื่อนๆ ช่วยกันทำ หน้าที่ของผมก็ออกแนว ปลอกเปลือก หอม แกะ ข่า ซึ่งผลสรุปออกมา เป็นไปดังคาด รสชาติสู้เมื่อคืนไม่ได้เลย
หลังจากทานข้าว กันอิ่มหนำ พวกผมและเพื่อนก็นั่งพัก นั่งเล่นกันไป ได้ยินเสียง พวกพี่ๆ เค้าออกไปเลื่อยไม้ สักพักกลับมาแล้ว แฃ้งพวกพี่ก็ชวนกันไปช่วยแบกไม้ เป็นท่อนไม้ที่ไม่ใหญ่มาก ขนาดประมาณ ต้นไม้ที่ กทม. ชอบเอามาปลูก ทราบมาว่า จะเอามาต่อบ้านเพิ่ม เป็นห้องอีกห้องนึง ผมก็นึกในใจ กูจะไหวไหม
เดินไปไม่ไกลมาก ผมก็เลือกท่อนที่มันดูน่าจะพอเหมาะกับหุ่นไซส์มินิ ของผม ยกขึ้นบ่าแบกกลับบ้าน ซึ่งผิดคาดมาก มันหนักก็จริง แต่มันไม่เหนื่อยเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะ กระเป๋าเป้ ที่เราแบกไปทำงานนู่นนี่ ที่บันจุ กล้องถ่ายรูป และคอมพิวเตอร์โนทบุค อยู่ทุกวันที่กรุงเทพ มันหนัก พอสู้ได้ ถึงจะไม่เท่าก็เถอะ
อยู่ยอดเขาได้ราว 4 วัน ก็ตัดสินใจลงมาด้านล่างเกาะดูบ้าง เพราะเพื่อนคนนึงที่มาด้วยกัน ต้องกลับไปทำงานที่ต่อที่สมุยในอีก 2 วันข้างหน้า และก็อยากมาดูอารมณ์ ปกติของนักท่องเที่ยวทั่วไปกัน อารมณ์แรกที่ลงมาถึงด้านล่าง พบเจอผู้คนและฝรั่ง เป็นอารมณ์ประมาณ ลีโอนาโด้ ใน เดอะ บีช หลังจากไปอยู่ในพาราไดซ์(กระแดะจริงๆอยู่แค่ 3 วัน) ทำให้เรารู้สึกว่า การมาเที่ยว 2 ครั้งที่ผ่านมา ขี่มอเตอร์ไซด์ ดำน้ำ เล่น มันช่างฟุ้งเฟ้อ เสียจริง ไม่ต้องนับพวกพี่ๆที่มาอยู่กัน เป็น 2 เดือน หรือเป็นปีเลย ผมรู้สึกได้เลยว่า พวกเค้าเริ่มที่จะทนรับความวุ่นวายของสังคมมนุษย์ในแบบปกติกันไม่ได้แล้ว (แต่สุดท้ายผมกับเพื่อนก็เช่ามอเตอร์ไซด์ขี่กัน แล้วไปนั่งกินพิซซ่า ริมหาดอยู่ดี )
รุ่นพี่บอกว่ามาได้เสมอ ถ้าติดต่อไม่ได้ ก็โผล่ขึ้นมาเจอเลยก็ได้ ต้อนรับเสมอ มาอยู่เป็นเดือนก็ได้ แต่ต้องช่วยงาน เงินทองไม่ต้องใช้ ทริปนี้ผมใช้เงินไปเพียงแค่ สองพันกว่าบาท หนักไปที่ค่าตั๋วรถและตั๋วเรือ น่าร้อนหน้าผมกะว่าจะมาอยู่สักอาทิตย์นึง ปล่อยจิตปล่อยใจ จากพันธะต่างๆที่ผูกมัดอยู่ ในกรุงเทพ โดยส่วนตัวอยากลองอยู่เป็นเดือนเหมือนกัน แต่ผมกลัวว่า แม่ผมและที่บ้าน อาจจะบ้ากันได้ เพราะบนโน้น ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ตัดขาดจากโลกภายนอก ผมรู้สึกว่าเพียงแค่ 3 วัน ที่พักอยู่บนยอดเขานั้นมันได้บอก และเตือนสติ ผมหลายอย่างในความหมายของการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ ถ้าคุณอยากเป็นที่นับหน้าถือตา มีเงินทองล้นฟ้า มันก็ต้องแลกมาด้วยความไม่สบายใจ การแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น ผิดหวังสมหวัง และเต็มไปด้วยปัจจัยล้าน 8 ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ การหาอาหารให้อิ่ม และ การนอนให้หลับสบาย
อยู่บนยอดเขานู้น จะมีอะไรให้ไม่สบายใจได้บ้างหนอ
แต่อย่างไรก็ตาม ตอนที่ผมนั่งพิมพ์อยู่ขณะนี้ที่กรุงเทพ ผมก็ได้วัตถุดิบมาใช้เขียนบทหนังของผม ซึ่งเมื่อบทนี้มันเสร็จออกมา ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไปพบปัจจัย อีก ล้าน 8 ที่ทำให้ไม่สบายใจต่อไป
ถึงจะเป็นการเลือกทำในสิ่งที่ชอบแล้วก็ตามที

#1 By chichi on 2007-11-08 15:09